taxi_gas

1.วิธีการตรวจสอบระบบแก๊สด้วยตัวเอง

  1. ทดสอบระบบสวิทซ์ AUTO รถแท็กซี่ของท่านอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยการกดจ่ายน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งสวิทซ์ต้องไม่เข้าโหมดเปลี่ยนเป็นแก๊ส
  2. ทดสอบระบบเตรียมพร้อมเป็นแก๊สหรือ AUTO ทำได้โดยสตาร์ท เครื่องยนต์ แล้วกดปุ่มแก๊สให้ไฟบอกระดับกระพริบเร่งเครื่องยนต์ ให้ติดที่ไฟสีส้ม ให้เร่งเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อให้ระบบแก๊ส ทำงานโดยอัตโนมัติ
  3. ตรวจสอบการทำงานของรางหัวฉีดโดยการฟังเสียงว่ามีเสียงดังผิดปกติหรือไม่ ที่สีของคอล์ยหัวฉีดว่ามีสีน้ำตาลไหม้ หากเป็นสีดังกล่าวแสดงว่าคอล์ยเริ่มมีการเสื่อมสภาพ
  4. ตรวจสอบหม้อต้มขณะเดินเบาในขณะใช้แก๊สว่ามีความร้อนหรือไม่ โดยการใช้มือสัมผัส ถ้าหม้อต้มไม่เกิดความร้อนแสดงว่าน้ำในหม้อต้มไม่วนตามระบบ
  5. ตรวจจุดข้อต่อต่างๆ ของท่อน้ำจะต้องไม่มีการรั่วซึมหรือมีคราบน้ำจับ
  6. ตรวจจุดต่อต่างๆของข้อต่อระบบแก๊สโดยใช้น้ำมันผสมน้ำยาที่เกิดฟองฉีดตามข้อต่อต่างๆ ขณะเดินเบาด้วยแก๊ส
  7. ตรวจสายไฟที่กล่องฟิวส์แบตเตอรี่ของระบบแก๊ส ซึ่งจะต้องไม่หลวมหรือรอยไหม้และไม่มีสนิมจับ
  8. ตรวจสภาพขาถัง ถังแก๊ส และน๊อตยึดขาถังจะต้องอยู่ในสภาพที่แน่น หนา ไม่โยกคลอน ไม่ขึ้นสนิม
  9. ตรวจฝาครอบมัลติวาล์วต้องมียางกันรั่วและไม่เปิดทิ้งไว้ รวมไปถึงท่อระบายแก๊สต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

2. การดูแลรักษาหลังการติดตั้ง

– ในช่วงสัปดาห์แรกขอให้ท่านเจ้าของรถแท็กซี่ที่ติดตั้งแก๊สแล้ว ช่วยดูระดับน้ำในถึงพักน้ำของหม้อน้ำรถยนต์ให้อยู่ในระดับ MAX หรือ FULL
– การดูแลรักษารถแท็กซี่ที่ติดแก๊สโดยทั่วไป ท่านเจ้าของรถแท็กซี่ สามารถนำรถเข้าบำรุงรักษากับศูนย์บริการตามบริการตามยี่ห้อรถนั้นๆ ได้ตามปกติ ซึ่งศูนย์บริการรถยนต์ ก็จะดูระบบของเครื่องยนต์ทั้งหมด เช่น ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง, ระบบจุดระเบิดและช่วงล่าง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รถของท่านอยู่ในสภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องการดูแลระบบแก๊สก็ขอให้เข้าศูนย์บริการติดตั้งแก๊สที่ท่านนำรถไปติดตั้งมา ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจเช็คการรั่วซึมของแก๊ส, ปรับจูนหรือเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่างตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์แก๊ส

3. การใช้งาน Auto Switch

– การสตาร์ทรถทุกครั้ง รถยนต์จะสตาร์ทด้วยระบบน้ำมันเสมอ โดยจะสังเกตุเห็นว่ามีไฟสีส้มติดค้าง (ไฟสีเขียวด้านซ้ายมือจะกระพริบ)
– การเข้าระบบแก๊ส จะเข้าได้ก็ต่อเมื่อ
(1) สวิทซ์อยู่ในโหมด Auto (มีไฟสีเขียวกระพริบ)
(2) หน่วงเวลาถึงที่กำหนด ปกติค่าที่ตั้งจากโรงงานจะอยู่ที่ 15 วินาที
(3) อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นถึงที่กำหนด ปกติจะอยู่ที่ 45 องศา
(4) และความเร็วรอบของเครื่องยนต์ถึงที่กำหนด ปกติอยู่ที่ 1600 RPM ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน กล่อง ECU ของแก๊สจะทำงาน ทำให้เครื่องยนต์เปลี่ยนจากน้ำมันไปใช้แก๊สทันที ซึ่งหลังจากนี้รถคันนี้จะใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงไปตลอดจนกว่าจะมีการกดสวิทซ์, แก๊สหมดถึง หรือดับเครื่องสตาร์ทใหม่

แก๊สหมดถัง!  โดยปกติแล้วการทำงานของกล่อง ECU แก๊ส จะพิจารณาจากแรงดันแก๊สที่รางหัวฉีด ถ้าแรงดันลดลงผิดปกติ กล่อง ECU จะถือว่าแก๊สหมด และจะตัดกลับไปเป็นน้ำมันเอง ซึ่งจะสังเกตุเห็นไฟสีส้มติดค้าง ไฟเขียวกระพริบพร้อมกับมีเสียงร้อง “ตี๊ด” ถี่ๆ ผู้ขับขี่จะต้องกดสวิทซ์ 1 ครั้ง เพื่อให้ระบบตัดกลับเป็นโหมดน้ำมันและหยุดร้อง ท่านอาจจะลองกดสวิทซ์ให้เป็นโหมด Auto อีกครั้ง เพื่อเข้าระบบแก๊ส ซึ่งอาจขับได้สักระยะถ้าขับด้วยความเร็วคงที่ ไม่กระแทกคันเร่ง ถ้าระบบร้องเตือนอีกครั้งก็หให้กดปุ่มกลับเป็นน้ำมันแล้วนำรถไปเติมแก๊ส

หลังจากเติมแก๊สเสร็จแล้วให้สตาร์ทเครื่องใหม่อย่าลืมกดปุ่มสวิทซ์ให้กลับมาโหมด Auto อีกครั้ง ถ้าไม่เปลี่ยนเป็นโหมด Auto เครื่องก็จะใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงไปตลอด ไม่ตัดเข้าแก๊ส

เมื่อระบบแก๊สมีข้อผิดพลาดหรือมีปัญหา เครื่องยนต์จะไม่สามารถเข้าระบบแก๊สได้ และจะมีเสียง “ตี๊ด” เสียงยาวๆ ให้กดสวิทซ์กลับมาเป็นโหมดน้ำมัน และนำรถเข้าเช็คที่ศูนย์บริการแก๊สทันที

ในกรณีที่รถของท่านไม่ยอมติดเข้าระบบแก๊ส และไม่มีเสียงร้องเตือน อาจเป็นเพราะสัญญาณบางอย่างผิดปกติ ต้องนำรถเข้าแก้ไขที่ศูนย์ติดตั้งแก๊สเช่นเดียวกัน

มิตรสิบ ลิสซิ่ง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆ แท็กซี่ทุกคนไม่มากก็น้อย เพราะทุกวันนี้รถแท็กซี่ก็ล้วนแต่ติดตั้งแก๊สกันหมดทั้งสิน และรถแท็กซี่ที่ติดแก๊สก็ต้องได้รับการดูแลเบื้องต้นจากท่านเจ้าของรถ ซึ่งก็จะทำให้การใช้รถปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ที่มา : เทนชิมิสึไทเอ็กซ์ปอร์ต